การถ่ายทอดทิพยจิต

คุรุที่แท้สามารถถ่ายทอดทิพยประสบการณ์ของท่านให้แก่ศิษย์ผู้พร้อมรับ

Back to Schedule
Donate

การถ่ายทอดทิพยจิตเป็นสิ่งจำเป็นบนวิถีกริยาโยคะ

ในปี ค.ศ. 1920 บาบาจี ปรมาจารย์ผู้ฟื้นฟูกริยาโยคะสำหรับยุคใหม่ได้พบกับปรมหังสา โยคานันทะ ที่ บ้านเลขที่ 4 ถนนคาร์ปาร์ ใน กัลกัตตา บาบาจีบอกนักบวชหนุ่มว่า “เจ้าเป็นผู้ที่เราเลือกให้นำสารแห่งกริยาโยคะไปเผยแผ่ในโลกตะวันตก นานมาแล้ว เราได้พบกับยุกเตศวร คุรุของเจ้าที่กุมภเมลา เราบอกเขาตอนนั้นว่าจะส่งเจ้าไปให้เขาฝึกฝน”

ปรมหังสา โยคานันทะได้เขียนถึงการฝึกฝนอยู่กับสวามีศรียุกเตศวร ว่าทำให้ท่านเข้าถึงปีติภาวะแห่งจิตจักรวาลด้วยกริยาโยคะ “ท่านศรียุกเตศวรสอนข้าพเจ้าถึงวิธีเข้าถึงประสบการณ์ที่ได้รับพรด้วยการใช้เจตจำนง และวิธีที่จะถ่ายทอดประสบการณ์นั้นสู่ผู้อื่น เมื่อช่องทางสหัชญาณของพวกเขาพัฒนา”

การถ่ายทอดทิพยจิตนี้เป็นพร—ซึ่งจะได้รับมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความพร้อมรับและความก้าวหน้าของศิษย์—เป็นส่วนประกอบสำคัญในการเผยแพร่กริยาโยคะ ดังที่บาบาจีได้สอนว่า กริยาใช่เป็นแค่คำสอนทางปรัชญา แต่เป็นการประสิทธิ์ประสาทธรรม (ทีกฺษะ) ในบริบทความสัมพันธ์อันศักดิ์สิทธิ์ระหว่างศิษย์กับคุรุที่แท้ผู้ได้รับทิพยโองการ

ปรมหังสา โยคานันทะเขียนไว้ตอนท้ายของหนังสืออัตชีวประวัติของโยคี ของท่านว่า “จำเป็นต้องมีกริยาโยคีเป็นแสนๆ คนมิใช่แค่ไม่กี่สิบคนที่จะสำแดงให้โลกเห็นถึงศานติและความมั่งคั่งที่รอมนุษย์อยู่เมื่อพวกเขามีความเพียรอย่างถูกต้องที่จะสถาปนาสถานะบุตรของพระบิดาเจ้าขึ้นมาใหม่...ขอให้มนุษย์ทั้งหลายได้รู้ว่ามีวิธีปฏิบัติเฉพาะเพื่อการหยั่งรู้ตนอย่างเป็นวิทยาศาสตร์อยู่ ที่จะเอาชนะความทุกข์ทั้งหลายของมนุษย์!” ข้างล่างนี้เป็นเรื่องราวสั้นๆ จากศิษย์หลายพันคนของท่านปรมหังสา โยคานันทะในเอสอาร์เอฟ/วายเอสเอส ผู้ที่ได้รับชีวิตประเสริฐจากการเผยแพร่ศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์แห่งมิติวิญญาณนี้ไปทั่วโลก

ดร.ลูอิส: การพบสุดอัศจรรย์ครั้งแรกกับคุรุ

Dr Lewis
ดร.มิน๊อต ดับเบิลยู. ลูอิส ทันตแพทย์ในเมืองบอสตันได้พบกับท่านปรมหังสาช่วงสั้นๆ หลังจากท่านคุรุมาถึงอเมริกาเมื่อปี ค.ศ. 1920 และกลายเป็นศิษย์ชาวอเมริกันคนแรกที่ได้รับการประสิทธิ์ประสาทกริยาโยคะอันศักดิ์สิทธิ์จากท่าน ตลอดช่วงหลายปีที่ท่านรับหน้าที่รองประธานและผู้ประกอบศาสนพิธีอันเป็นที่รักแห่งเซลฟ์ รีอะไลเซชั่น เฟลโลว์ชิพ ท่านมักเล่าเรื่องราวการพบครั้งแรกกับท่านปรมหังสา รายละเอียดคำบอกเล่านี้รวบรวมจากการสนทนาหลายครั้งของทันตแพทย์ท่านนั้นตลอดช่วงหลายๆ ปี

เมื่อปลายปี 1920 ไม่นานหลังจากท่านปรมหังสา โยคานันทะมาถึงอเมริกา สวามีหนุ่มได้รับเชิญให้ไปพูดที่โบสถ์ยูนิแทเรียนในเขตบอสตัน ที่ซึ่งมิสซิสอลิซ ฮาเซย์ซึ่งเป็นเพื่อนกับดร.ลูอิสมานานเป็นสมาชิกโบสถ์นั้นอยู่ มิสซิสฮาเซย์ (ซึ่งต่อมาปรมหังสาจี ให้นามว่าซิสเตอร์โยคมาตา) รู้ว่าดร.ลูอิสสนใจด้านธรรมะ จึงแนะนำแก่เขาอย่างแข็งขันว่า “คุณน่าจะได้พบกับสวามีโยคานันทะ”

การนัดหมายกำหนดเป็นเย็นของวันคริสต์มาสที่ยูนิตี้เฮาส์ ซึ่งท่านอาจารย์มีห้องพักอยู่ที่นั่น ตอนคุณหมอออกจากบ้านเขาคิดว่าจะไปพบกับท่านอาจารย์เพียงช่วงสั้นๆ เขาบอกมิลเดร็ดผู้เป็นภรรยาว่า เขาจะรีบกลับมาตกแต่งต้นคริสต์มาส

ตอนเดินทางไปยูนิตี้เฮาส์ คุณหมอนึกถึงคำที่พ่อแม่เตือนว่าให้ระวังเกรงจะถูกคนโกง พวกที่ตั้งตัวเป็นครูสอนศาสนาหลอกลวงหรือนำไปผิดทาง แต่คุณหมอเองนั้นยังมีความกังขา

ปรมหังสาจีต้อนรับดร.ลูอิสอย่างอบอุ่น ทันตแพทย์หนุ่มมีคำถามเกี่ยวกับธรรมะมากมาย ซึ่งปรมหังสาจีตอบท่านจนเป็นที่พอใจ หลายปีต่อมาคุณหมอได้พูดสำนวนถึงโอกาสนี้ว่า “ผมมา ‘จากมิสซูรี’ คนที่นี่ต้องทำให้เห็นจริง และที่แย่กว่านั้นคือ ผมก็มาจากนิวอิงแลนด์ และคนที่นี่ต้องรู้ให้ได้!”

ในเย็นก่อนวันคริสต์มาสปี 1920 นั้นเอง คุณหมอบอกท่านปรมหังสาจีว่า: “พระคัมภีร์ไบเบิลบอกเราว่า: ‘ตาเป็นประทีปของร่างกาย เพราะฉะนั้นถ้าตาของท่านรวมเป็นหนึ่งเดียว ทั้งตัวของท่านก็พลอยสว่างไปด้วย’ ท่านช่วยอธิบายข้อความนี้ได้มั้ยครับ?”

“น่าจะได้นะ” ท่านคุรุตอบ

คุณหมอยังสงสัย “ผมถามมาหลายคนแล้วครับ แต่ดูเหมือนไม่มีใครรู้ความหมาย”

“คนตาบอดนำคนตาบอดได้ไหม?” ท่านปรมหังสา โยคานันทะถาม “ก็ตกลงไปในหลุมความผิดพลาดด้วยกันทั้งคู่”

“ท่านช่วยอธิบายได้ไหมครับ?”

“น่าจะได้” ท่านอาจารย์ตอบซ้ำ

“งั้น โปรดเห็นแก่สวรรค์ ช่วยอธิบายให้ผมหน่อยเถอะครับ!”

ท่านคุรุขอให้คุณหมอนั่งขัดสมาธิบนพื้นตรงหน้าท่าน ท่านจ้องตาคุณหมอแล้วถามว่า “คุณจะรักผมตลอดไปอย่างที่ผมรักคุณได้หรือไม่”

คุณหมอตอบรับ ท่านคุรุจึงพูดว่า “บาปของคุณได้รับการอภัย ผมจะดูแลชีวิตคุณ”

คุณหมอเล่าในเวลาต่อมาว่า “ด้วยคำพูดเหล่านี้ ผมรู้สึกเหมือนภาระหนักถูกยกออกไปจากบ่า นี่เป็นความจริง ผมรู้สึกโล่งอก—ราวหลุดพ้นจากภูเขากรรมและมายา ความหนักใจถูกยกออกไปตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ มีการทดลองมากมาย—มากจริงๆ—แต่ภาระหนักหนานั้นไม่กลับมาอีกเลย”

ดร.ลูอิสเล่าต่อไปว่า:

“จากนั้นท่านอาจารย์ ยื่นหน้าผากมาจรดหน้าผากผม บอกให้ผมเหลือบตาขึ้นมองที่จุดระหว่างคิ้ว ผมทำตาม แล้วผมก็ได้เห็นแสงเรืองโรจน์ของตาธรรม ท่านอาจารย์ไม่ได้เปรยไว้ก่อนว่าผมจะเห็นสิ่งใด ท่านไม่แนะนำอะไร สิ่งที่ผมเห็นเป็นไปตามธรรมชาติ

“จิตผมตื่น มีสติเต็มเปี่ยม ผมเห็นตาธรรมเพราะท่านอาจารย์ทำให้คลื่นจิตผมสงบ ให้ผมเห็นสิ่งนี้ด้วย สหัสญาณของวิญญาณผมเอง ยิ่งผมจ้องเข้าไปในแสงสีทองมากเท่าใด ตาธรรมทั้งหมดปรากฏเป็นรูปทรง มีสีน้ำเงินเข้มอยู่ตรงกลาง เป็นสิ่งแทนหรือสำแดงคริสตจิตในตัวผม แล้วท้ายสุดดาวสีเงินดวงน้อยๆ ก็ปรากฏอยู่ตรงกลาง นั่นคือจิตจักรวาลอันล้ำเลิศ

“แน่นอน ผมตื้นตันใจที่ได้พบผู้ทำให้ผมได้เห็นสิ่งจริงในตัวเราที่ทุกคนมีเหมือนกัน ผมตระหนักว่าท่านไม่ใช่คนธรรมดา ห่างไกลจากปุถุชนทั่วไปที่ประกาศว่ารู้เรื่องธรรมะแท้จริง”

“เราพูดคุยกันอีกไม่กี่นาที แล้วท่านยื่นหน้าผากมาจรดหน้าผากผมอีกครั้ง แล้วผมก็ได้เห็นแสงเรืองโรจน์ของดอกบัวพันแสง [จักระแห่งธรรมสูงสุดบนกระหม่อม]—งดงามเลิศล้ำด้วยลำแสงสีเงินมากมาย ตรงฐานดอกบัวพันแสงผมเห็นขอบแสงเข้ม ผนังหลอดเลือดแดงที่ฐานของสมอง ยิ่งมองไป ผมก็ได้เห็นประกายแสงเล็กๆ ผลุบโผล่อยู่ในหลอดเลือดและกระทบผนังหลอดเลือด ผ่านตาผมไป นั่นคือเม็ดเลือด ซึ่งแต่ละเม็ดมีประกายแสงทิพย์ทำหน้าที่ในการแสดงแสงของพระเจ้า

“ปรมหังสาจีทำให้ผมได้เห็นแสงเรืองโรจน์ของพระเจ้า ท่านบอกผมว่า ‘ถ้าคุณยึดอยู่กับวิถีนี้ และปฏิบัติสมาธิอย่างสม่ำเสมอ ภาพที่เห็นนี้จะเป็นของคุณตลอดเวลา’ ผมจึงทำตามคำแนะนำของท่าน ผมไม่เคยหยุดปฏิบัติกริยาโยคะ แล้วแสงแห่งพระเจ้าก็ค่อยๆ มาสู่ผม สิ่งที่ผมได้รับ ผมได้รับจากท่านอาจารย์ ท่านยกผมขึ้นจากมายาที่ไร้ความแน่นอนขึ้นสู่แสงแห่งความจริง เมื่อเกิดประสบการณ์เช่นนี้จิตใจเราเปลี่ยนไป เรารู้สึกถึงภราดรภาพแท้จริงของมนุษย์กับพระบิดาเจ้า”

flower

ตารมาตา: ประสบการณ์ความเป็นหนึ่งเดียวกับการหยั่งรู้ตนของท่านคุรุ

Tara Mata In44 Dt
ตารมาตาเป็นศิษย์กริยาโยคะขั้นก้าวหน้า ทำหน้าที่บรรณาธิการหนังสืออัตชีวประวัติของโยคี และ ผลงานอื่นๆ ของท่านปรมหังสา โยคานันทะ ตั้งแต่ปี 1924 จนท่านถึงแก่กรรมเมื่อปี 1971 ไม่นานหลังจากตารมาตาได้พบปรมหังสาจีเมื่อปี 1924 เธอได้เขียนบทความข้างล่างนี้เกี่ยวกับ “บุรุษ” ผู้ได้รับพรให้มีประสบการณ์จิตจักรวาล แม้ว่าเธอถ่อมใจไม่โยงตนเข้ากับบุคคลที่เธอกล่าวถึง แต่ประสบการณ์ที่ตารมาตาพรรณนานั้นเป็นของเธอนั่นเอง

ข้างล่างนี้เป็นบทคัดย่อจาก จุลสารของตารมาตา “ผู้เบิกทางให้แก่ชนชาติใหม่ ซึ่งพูดถึงประสบการณ์เหนือมิติอย่างละเอียด:

คนส่วนใหญ่เชื่อว่า มีเพียงผู้ได้รับเลือกแล้วเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า ส่วนคนทั่วไปนั้นเข้าใกล้พระเจ้าได้เท่าที่ “ศรัทธา” นำเขาไป การหยั่งรู้ว่ามีวิธีเฉพาะที่จะเชื่อมโยงกับพระเจ้า ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติที่ทุกคนปฏิบัติได้ในทุกสถานการณ์ [กริยาโยคะ] นำการปลดปล่อยอย่างน่าตะลึงงันมาสู่ศิษย์แห่งเซลฟ์ รีอะไลเซชั่นจนพวกเขารู้สึกว่าตนได้เกิดใหม่

ข้าพเจ้ามีกรณีเช่นนี้อยู่ในใจ—บุรุษหนึ่ง ทันทีที่ได้ยินสารแห่งการหยั่งรู้ตน เขาก็ถูกพัดเข้าสู่จิตจักรวาล—บุรุษผู้นี้มีศรัทธาและความใฝ่ฝันทางศาสนาอย่างแรงกล้า และด้วยการศึกษาคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของโลกอย่างทั่วถ้วน โดยเฉพาะคัมภีร์ฮินดู เขารู้ว่าความรู้ความฉลาดนั้นแห้งแล้งไร้ผล ไม่บำรุงเลี้ยงวิญญาณที่กระหายในตน เขาไม่ต้องการแค่อ่านอาหารทางธรรม แต่ต้องการลิ้มรสอาหารนั้น ขณะอายุเพียงเท่านี้เขาเผชิญกับหุบเหวความท้อแท้—ความท้อแท้ว่าเขามีคุณค่าพอในการจะเชื่อมโยงกับพระเจ้าโดยตรง ในเมื่อประสบการณ์เช่นนี้ไม่มีใครให้แก่เขา เขาจึงสงสัยในที่สุด ไม่ได้สงสัยในพระเจ้า แต่สงสัยว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะรู้จักพระเจ้ามากกว่าแค่รู้ด้วยสติปัญญา และความสงสัยนี้ติดตัวเขาเหมือนรากฝังในชีวิต และมันเสมือนว่าเป็นสิ่งไร้ค่าไร้ความหมาย

“การตระหนักรู้ว่ามีวิธีเฉพาะที่จะเชื่อมโยงกับพระเจ้าได้...นำการปลดปล่อยอย่างน่าตะลึงงันมาสู่ศิษย์แห่ง เซลฟ์ รีอะไลเซชั่นจำนวนไม่น้อย จนพวกเขารู้สึกว่าตนได้เกิดใหม่”

ขณะอยู่ในความมืดมนแห่งวิญญาณตน แสงแห่งการตระหนักรู้ในตนได้มาถึงเขา หลังจากได้ฟังการบรรยายธรรมต่อประชาชน โดยท่านปรมหังสา โยคานันทะเพียงไม่กี่ครั้ง และก่อนเข้ารับการอบรมด้วยซ้ำไป บุรุษคนนี้รู้สึกว่าความหนักหน่วงท้อแท้ถูกยกออกจากใจ คืนหนึ่งเมื่อกลับไปถึงบ้านหลังฟังการบรรยาย เขารู้สึกตัวว่าความสงบอย่างยิ่งบังเกิดในตัวเขา รู้สึกว่าเขาได้กลายเป็นอีกคนไปแล้วด้วยวิธีที่ลึกล้ำ เขานึกอยากมองไปที่กระจกเงาในห้อง ลองดูว่าจะเห็นคนใหม่ แต่แทนที่จะเห็นหน้าของตนเอง เขากลับเห็นหน้าของท่านปรมหังสา โยคานันทะ ที่เขาได้เข้าฟังการบรรยายธรรมในค่ำคืนนั้น

ประตูน้ำความเบิกบานทะลักทะลายในวิญญาณ เขาเปี่ยมปีติอย่างสุดพรรณนา ถ้อยคำที่ก่อนๆ นี้เป็นเพียงถ้อยคำ—ความปีติ อมตะ นิรันดร์ สัจจะ ความรักแห่งพระเจ้า—กลายเป็นแก่นแกนชีวิตของเขาไปในชั่วพริบตา เป็นแก่นสารของชีวิต เป็นความจริงเดียวที่เป็นไปได้ การตระหนักรู้ว่าน้ำพุแห่งความปีตินิรันดร์อันลึกซึ้งนี้มีอยู่ในทุกหัวใจ รู้ว่าชีวิตอมตะมีอยู่ในมนุษย์ที่ต้องตายทุกคน รู้ว่าความรักนิรันดร์อันครอบคลุมทุกชีวิตทุกสิ่งห่อหุ้ม ค้ำจุน และนำทางทุกสสาร ทุกอะตอมในสิ่งสร้าง ระเบิดในตัวเขาอย่างหนักแน่นมั่นคง ความแน่ชัดแห่งพระเจ้ากลายเป็นเส้นทางชีวิตที่มีแต่การสรรเสริญและขอบคุณ

เขารู้ ใช่แค่รู้ด้วยสมอง หากแต่รู้ด้วยใจและวิญญาณ ในทุกเซลล์และโมเลกุลของร่างกาย การค้นพบความปีติสุดประเสริฐนี้ใหญ่หลวงจนเขารู้สึกว่าความทุกข์นับศตวรรษๆ นับพันปี นับอสงไขยนั้นไม่มีอะไรเลย และยิ่งกว่าไม่มีอะไรถ้าเขาได้ความปีตินี้มาด้วยวิธีการเช่นนั้น บัดนี้ บาป ความโศกเศร้า ความตาย—เป็นเพียงถ้อยคำ ถ้อยคำที่ไร้ความหมาย ถ้อยคำที่ถูกกลืนอยู่ในความปีติดุจเจ็ดมหาสมุทรดูดกลืนปลาเล็กปลาน้อยนั่นเอง

การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา

ในช่วงแรกๆ แห่งการรู้แจ้งและหลายๆ สัปดาห์ต่อมา เขารู้ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในร่างกาย ที่ชัดเจนที่สุดคือการจัดโครงสร้างใหม่ของโมเลกุลในสมอง หรือการเปิดแดนเซลล์ใหม่ที่นั่น เขารู้ว่าสิ่งนี้ทำงานทั้งวันทั้งคืนไม่เคยหยุด คล้ายๆ สว่านไฟฟ้ากำลังซ่อมสร้างช่องทางการคิดใหม่ๆ ปรากฏการณ์นี้ยืนยันทฤษฎีของบัคอย่างชัดเจนว่าจิตจักรวาลเป็นอวัยวะตามธรรมชาติของมนุษย์ เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่าเซลล์สมองที่เชื่อมกับอวัยวะส่วนนี้มีอยู่แล้วในมนุษย์ แม้ว่าจะเฉื่อยหรือไม่ทำงานในมนุษย์ปัจจุบันส่วนใหญ่

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกอย่างรู้สึกได้ที่กระดูกสันหลัง กระดูกสันหลังทั้งแท่งแข็งแกร่งราวกับกลายเป็นเหล็กอยู่หลายสัปดาห์ ดังนั้นเมื่อเขานั่งทำสมาธิถึงพระเจ้าเขารู้สึกสงบนิ่งตลอดกาล สามารถนั่งอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งได้นานๆ อย่างไม่ขยับเขยื้อน ไม่รู้สึกถึงการทำงานของอวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย ขณะที่พลังเหนือมนุษย์ท่วมท้นอยู่ในตัวเขารู้สึกราวแบกจักรวาลไว้บนบ่า เขารู้สึกว่ายาอายุวัฒนะและอมฤตแห่งชีวิตอมตะหลั่งไหลอยู่ในสายเลือดจริงๆ เป็นพลังที่เป็นรูปธรรม คล้ายปรอทหรือกระแสไฟฟ้าไหลไปทั่วร่างกาย

ในช่วงหลายสัปดาห์แห่งการรู้แจ้งนี้ เขาไม่รู้สึกว่าต้องกินอาหารหรือต้องหลับนอน แต่เขาก็ทำตามแบบแผนของชีวิตในบ้าน กินอาหารและนอนเหมือนคนอื่นๆ ในบ้าน อาหารคล้ายเป็นพลังบริสุทธิ์สำหรับเขา ขณะหลับราวหนุนอยู่บน “แขนนิรันดร์” ตื่นขึ้นมาอย่างเบิกบานพ้นพรรณนา อำนาจของถ้อยคำใดไม่อาจอธิบายได้

ก่อนๆ นั้นเขาทุกข์ทรมานด้วยโรคหวัดเรื้อรัง ตอนนี้ร่างกายเขากำจัดโรคได้หมด ครอบครัวและเพื่อนๆ รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายทั้งรูปกายและอากัปกิริยาของเขา ใบหน้าเขาฉายประกายเปล่งแสง นัยน์ตาคือบ่อน้ำความเบิกบาน คนแปลกหน้าเข้าสนทนากับเขาด้วยแรงดึงดูดจากความเห็นอกเห็นใจอย่างน่าแปลกใจ บนรถรางเด็กๆ เข้ามานั่งในตักเขา และขอให้เขาไปเยี่ยม

เขารู้สึกว่าจักรวาลอาบอยู่ในทะเลแห่งความรัก เขาพูดกับตนเองบ่อยๆ ว่า “ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าความรักคืออย่างไร! นี่คือความรักแห่งพระเจ้าที่แม้รักดีงามที่สุดของมนุษย์ก็ต้องอาย รักนิรันดร์ รักที่ไม่อาจพิชิต รักที่ให้ความพึงพอใจทุกประการ!” เขารู้อย่างสิ้นสงสัยว่าความรักแห่งพระเจ้าสร้างและธำรงจักรวาล รู้ว่าสิ่งสร้างทั้งหลายทั้งมนุษย์และไม่ใช่มนุษย์ถูกลิขิตมาให้พบความรักนี้ คือความปีติอมตะอันเป็นแก่นสารสำคัญของชีวิต เขารู้สึกว่าจิตใจของเขาขยายออก ความเข้าใจแผ่ไกลอย่างไร้ที่สิ้นสุด เติบโต กว้างขวาง สัมผัสทุกสิ่งในจักรวาล ผูกพันทุกสิ่ง ความคิดทั้งปวงเป็นของเขา เขาเป็น “ศูนย์กลางของทุกสิ่ง ไร้ขอบเขตจำกัด”

อะตอมเริงรำในธรรมชาติ

อากาศที่เขาหายใจมีความเป็นมิตร คุ้นเคย มีชีวิตชีวา เขารู้สึกว่าทั้งโลกเป็น “บ้าน” เขาไม่รู้สึกแปลกหรือแปลกแยกกับที่ไหนอีกเลย ภูเขา ทะเล แผ่นดินห่างไกลที่เขาไม่เคยเห็นล้วนเป็นของเขาเหมือนกับบ้านที่เขาอยู่ตอนเป็นเด็กๆ ทุกที่ที่เขามองเขาเห็น คือ “อะตอมเริงรำในธรรมชาติ” อากาศเต็มไปด้วยรูแสงมหาศาลที่เคลื่อนไหวไปมา

ตลอดช่วงหลายสัปดาห์นั้น เขายังทำหน้าที่ประจำวันตามปกติ แต่ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพรวดเร็วอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน งานพิมพ์ปลิวจากเครื่องพิมพ์อย่างสมบูรณ์ไร้ความผิดพลาด ทำได้เร็วเป็นสี่เท่าของเวลาปกติ เขาไม่รู้จักความเหน็ดเหนื่อย เขาทำงานเหมือนเด็กเล่น สนุกสบาย เมื่อสนทนากับผู้คนหรือโทรศัพท์คุยกับลูกค้า ความเบิกบานภายในของเขาครอบคลุมทุกการกระทำและทุกสถานการณ์ด้วยแก่นสารจักรวาล เพราะสำหรับเขาแล้ว คนเหล่านี้ โทรศัพท์ โต๊ะตัวนี้ เสียงนี้คือพระเจ้า พระเจ้าสำแดงพระองค์ในรูปของผู้คนและสิ่งทั้งหลาย

ขณะทำงาน จู่ๆ เขารู้สึกตื้นตันกับความดีงามของพระเจ้าที่ได้ประทานความสุขอย่างเหลือเชื่อสุดที่จะอธิบายนี้ ณ เวลาเช่นนั้นเขาจะหยุดหายใจ ความคร้ามเกรงที่เขารู้สึกควบคู่มากับความนิ่งทั้งภายในและภายนอก ด้วยจิตใจเช่นนี้เขารู้สึกขอบคุณอย่างบอกไม่ถูกวัดประมาณไม่ได้ อยากให้ผู้อื่นได้รู้ความเบิกบานนี้ที่มีอยู่ในตัวของพวกเขา แต่เหนืออื่นใด คือความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า ซึ่งเหนือความเข้าใจของมนุษย์ทั้งหลาย ที่ว่าทุกสิ่งในโลกดีอยู่แล้ว ทุกสิ่งนำไปสู่เป้าหมายจิตจักรวาล อมตปีติ

การรู้แจ้งเช่นนี้อยู่กับบุรุษผู้นี้ราวๆ สองเดือนแล้วค่อยๆ จางไป และไม่เคยกลับมาด้วยพลังผ่องใสเช่นนั้น แม้ว่าลักษณะบางอย่าง โดยเฉพาะ ศานติ ความเบิกบานแห่งพระเจ้าจะกลับมาเมื่อเขาปฏิบัติสมาธิตามวิธีของเซลฟ์ รีอะไลเซชั่น

flower

“การปฏิบัติโยคะนำพระสิริแห่งพระเจ้ามาสู่ตนด้วยวิธีสูงสุด”

ศรีญาณมาตาเป็นศิษย์กริยาโยคะขั้นก้าวหน้าที่สุดของท่านปรมหังสา โยคานันทะ ได้ให้คำแนะนำอันกอปรด้วยความรักและและปัญญาแก่ศิษย์คนอื่นๆ รวบรวมอยู่ในหนังสือ พระเจ้าเท่านั้น: ชีวิตและจดหมายของนักบุญ

หลังจากศรีญาณมาตาถึงแก่กรรมเมื่อปี 1951 ปรมหังสาจีได้บอกแก่ศิษย์คนอื่นๆ ว่าศรีญาณมาตาหลุดพ้นแล้วอย่างบริบูรณ์ และท่านคุรุได้ยกย่องการปฏิบัติโยคะ ว่าเหนืออื่นใดคือสามารถทำให้วิญญาณหลุดพ้นได้อย่างแท้จริง ปรมหังสาจีเล่าให้ฟังว่า:

[สองวันก่อนท่านถึงแก่กรรม] เธอขอให้ครูให้นิรวิกัลปสมาธิ แก่เธอ แต่ครูตอบว่า “ไม่จำเป็นสำหรับเธอ ครูเห็นเธอในพระเจ้า ในเมื่อเธอไปถึงพระราชวังแล้ว ทำไมจึงอยากจะไปในสวนอีกเล่า”...

ศรีญาณมาตาบำเพ็ญจนสิ้นกรรมทั้งในชาติที่แล้วและในชาตินี้ แต่พระสิริของพระบิดาบนสวรรค์ชักนำให้ท่านได้หลุดพ้นนิรันดร์ในชาตินี้อย่างเปี่ยมปีติ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าญาณมาตาไม่ได้ปีติขั้นสูงสุด (นิรวิกัลปสมาธิ) ท่านได้มาแล้วตั้งแต่ชาติก่อน ทว่า—เป็นดังคำจารึกบนแผ่นป้ายเล็กๆ ในห้องของท่าน “พระเจ้าเท่านั้น” —ในชาตินี้พระสิริของพระเจ้าเท่านั้นที่ยกวิญญาณอันสำเร็จแล้วให้หลุดพ้นสู่ทุกหนแห่ง...

ศิษย์ทุกคนควรระลึกว่า ด้วยการปฏิบัติโยคะอย่างสม่ำเสมอเท่านั้นที่จะนำพระสิริแห่งพระเจ้ามาสู่ตนด้วยวิธีสูงสุด ดังที่ภควานกฤษณะตรัสแก่อรชุน “โอ้ อรชุน เหนือกว่าวิถีแห่งปัญญา หรือการกระทำ หรือวิถีใดๆ คือวิถีแห่งโยคะ ฉะนั้น เจ้าจงเป็นโยคีเถิด อรชุน!”

flower

ประสบการณ์ของกริยาพันท่านอื่นๆ แห่งเอสอาร์เอฟ/วายเอสเอส

ด้วยพระสิริแห่งพระเจ้า ข้าพเจ้าได้รับการประสิทธิ์ประสาทกริยาโยคะเมื่อยี่สิบปีก่อน ตื่นเช้าตอนตีสี่เศษเพื่อทำสมาธิ ก่อนจะปลุกคนอื่นๆ ในครอบครัวตอนหกโมงเช้า นี่เป็นเวลาสงบที่สุดของวัน ข้าพเจ้าเป็นสุขอย่างล้ำลึกโดยเฉพาะตอนปฏิบัติสมาธิตอนเช้าเช่นนี้ ข้าพเจ้าอยากบอกเล่าการหยั่งเห็นที่ว่า ระยะใกล้ไกลถึงพระเจ้านั้นเป็นสัดส่วนกับความภักดีของเรา ยิ่งข้าพเจ้าปรารถนาอยู่กับพระเจ้ามากเท่าใด พระองค์จะทรงสำแดงพระองค์ให้ข้าพเจ้าเห็นอย่างชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น

เมื่อปีก่อน ลมหายใจหยุด กระดูกสันหลังตั้งตรงจากล่างไปถึงข้างบน แน่นิ่งไปทั้งตัว แต่จิตเปี่ยมด้วยแสงไสวและความปีติไร้ที่สิ้นสุด

ข้าพเจ้าทำได้เพียงยืนยันความจริงนี้ด้วยถ้อยคำของศรีโยคานันทะบนเว็บไซต์เอสอาร์เอฟ: “สิ่งแรกที่พิสูจน์ได้ถึงการปรากฏของพระเจ้าคือศานติที่ไม่สร่างซา เป็นความเบิกบานอย่างที่มนุษย์นึกไม่ถึง” ขอบพระคุณท่านคุรุของข้าพเจ้า ศรีโยคานันทะและผู้ทรงธรรมทั้งหลายที่นำทางเรา ด้วยพระสิริแห่งพระเจ้า!

— เอ็น. เค., นามิเบีย


ข้าพเจ้าปฏิบัติกริยาโยคะมาแล้ว 45 ปี กว่า 20 ปี ที่การทำสมาธิของข้าพเจ้าไม่มีผลอะไร แต่ข้าพเจ้าก็ยังทำสมาธิวันละสองครั้งต่อไป ตอนนี้ ในปีหลังๆ นั้น ข้าพเจ้าได้รับพรสุดที่คำพูดจะกลั่นออกมาได้

Recently in deep meditation after practicing Kriya, I asked the Master, “What is Cosmic Peace?” There was silence; I went deeper in meditation, and gradually I felt a wave of blissful peace ascending from the lower spine upward toward the higher spinal centers, and spreading all over the body — perception of peace never known before. In that wave of peace I felt that all the atoms of this body were resonating with vibrations in perfect harmony with all the vibrations of the universal Dharma. In this light of blissful peace I felt the body was melting away, and my soul was ascending and expanding in waves of love. In ever deeper meditation my soul entered an even higher level of blissful peace, a state of vibrationless, perfect, sweet tranquility, and I knew that for a brief instant I was Home. In this experience, I cognized the answer of my Guru to my question, “What is Cosmic Peace?”

 — S. B., Georgia

แบ่งปันสิ่งนี้บน